บทความนี้เป็นบทสรุปภาคปฏิบัติของบทความชุด UPS 3 เฟสทั้งหมด รวบรวมสิ่งที่ต้องตรวจ วัด และตัดสินใจ ตั้งแต่ก่อนเริ่มประเมินหน้างานไปจนถึงตอนเขียนสเปคจัดซื้อไว้ในที่เดียว ท้ายแต่ละหมวดจะบอกไว้ว่าอ่านรายละเอียดเต็มได้จากบทความไหน คุณใช้เช็กลิสต์นี้เตรียมข้อมูลก่อนคุยกับวิศวกร หรือใช้ตรวจข้อเสนอที่ได้รับมาแล้วก็ได้
ทางลัดก่อนเริ่ม
ถ้ายังไม่แน่ใจว่าโจทย์ของคุณควรเริ่มจาก UPS แบบไหน ลองใช้เครื่องมือ UPS Selector บนเว็บไซต์ของเราก่อน ตอบคำถามสั้น ๆ 8 ข้อ ก็จะได้ตระกูล UPS และเทคโนโลยีแบตเตอรี่ที่เหมาะกับหน้างานเป็นจุดตั้งต้น จากนั้นค่อยใช้เช็กลิสต์นี้ลงรายละเอียดทีละหมวด



ตัวอย่าง UPS 3 เฟสจาก Schneider Electric ได้แก่ Galaxy V series, Easy UPS 3-Phase Modular และ Galaxy VXL ยิ่งกำลังไฟสูง ตัวเครื่องก็ยิ่งใหญ่และต้องการพื้นที่ติดตั้งเฉพาะมากขึ้น
1. โหลดและระบบไฟฟ้าเดิม
- วัดโหลดที่ใช้งานอยู่จริง อย่าดูแค่ตัวเลขบนป้ายเครื่อง เพราะป้ายมักระบุกำลังไฟสูงสุด ไม่ใช่โหลดที่ใช้จริงตลอดทั้งวัน
- ตรวจว่าระบบไฟที่มีอยู่เป็น 1 เฟสหรือ 3 เฟส และเดินสายมาถึงจุดที่จะติดตั้งแล้วหรือยัง
- ตรวจความสมดุลของโหลดระหว่างเฟส (Phase Balance) เพราะโหลดไม่สมดุลคือสาเหตุของปัญหาหน้างานที่พบบ่อยที่สุด
- ถ้าในโหลดมีมอเตอร์หรือคอมเพรสเซอร์ ให้คำนวณกระแสไฟกระชาก (Inrush Current) แยกไว้ต่างหาก
- บันทึกคุณภาพไฟจากแหล่งจ่ายเดิม ทั้งแรงดันตก แรงดันเกิน และฮาร์มอนิก โดยใช้เครื่องมือวัดคุณภาพไฟวัดที่หน้างานจริง
- ระบุแผนขยายโหลดในอีก 3–5 ปีข้างหน้า เพราะมีผลต่อการตัดสินใจว่าควรเลือกระบบโมดูลาร์หรือไม่
2. พื้นที่และสภาพแวดล้อม
- วัดขนาดห้อง UPS และพื้นที่วางตู้แบตเตอรี่ที่รองรับได้จริง
- ตรวจน้ำหนักที่พื้นอาคารรับได้ โดยเฉพาะจุดที่จะวางตู้แบตเตอรี่
- ตรวจว่าระบบระบายความร้อนที่มีอยู่เพียงพอหรือไม่ เพราะ UPS 3 เฟสขนาดใหญ่ปล่อยความร้อนมากกว่า UPS 1 เฟสอย่างเห็นได้ชัด
- ตรวจเส้นทางขนย้ายเครื่องเข้าห้อง ทั้งประตู ลิฟต์ และทางลาด
- ตรวจระดับความชื้นและฝุ่นในพื้นที่ติดตั้ง
- ตรวจข้อกำหนดด้านอัคคีภัยของห้อง เช่น ผนังทนไฟและระบบดับเพลิงอัตโนมัติ ซึ่งเป็นตัวตัดสินว่าจะเลือกแบตเตอรี่ลิเทียมได้หรือไม่ ควรตรวจกับฝ่ายอาคารให้เรียบร้อยก่อน ไม่ใช่มาคุยกันหลังติดตั้งเสร็จ
3. สรุปขนาด UPS ที่ต้องใช้
- รวมกำลังไฟจริงทั้งหมดเป็นโหลดจริงรวม (Total Real Load) ในหน่วย kW
- แปลง kW เป็น kVA ด้วยค่า Power Factor จากสเปคของรุ่นที่เสนอจริง อย่าใช้ค่ากลางที่จำต่อกันมา เพราะค่า PF ต่างกันไปตามรุ่น และมีผลโดยตรงกับขนาดที่ต้องซื้อ
- เผื่อ Safety Margin ตามแผนขยายโหลด และไม่ออกแบบให้เครื่องทำงานที่ 100% ของพิกัดตลอดเวลา
- กำหนดเวลาสำรองไฟ (Runtime) ที่ต้องการ ว่าต้องจ่ายไฟได้กี่นาทีก่อนเครื่องกำเนิดไฟฟ้าทำงาน หรือก่อนปิดระบบได้อย่างปลอดภัย โดย Runtime ขึ้นกับขนาดชุดแบตเตอรี่ ไม่ใช่ขนาดตัวเครื่อง UPS
4. ระดับความสำรอง (Redundancy)
- ประเมินมูลค่าความเสียหายต่อชั่วโมงหากระบบที่ต้องการป้องกันหยุดทำงาน ตัวเลขนี้คือตัวชี้ขาดว่าควรลงทุนถึงระดับไหน ไม่ใช่ตัดสินจากงบประมาณอย่างเดียว
- เลือกระดับที่ต้องการ ระหว่าง Standalone, N+1 หรือ 2N
- ระบุว่า Redundancy อยู่ระดับโมดูลภายในเครื่องเดียว หรือระดับเครื่องที่ขนานกันหลายตัว เพราะสองแบบนี้ต่างกันทั้งราคา พื้นที่ติดตั้ง และวิธีเข้าบำรุงรักษา
- ตรวจหาจุดที่ถ้าเสียแล้วทั้งระบบล่ม (single point of failure) ในแบบที่ออกแบบไว้
- ตรวจว่ามีเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรอง (Generator) หรือ ATS ทำงานร่วมด้วยหรือไม่
- ถ้ายังไม่พร้อมลงทุนเต็มที่ตอนนี้ ให้เผื่อทางขยายจาก N+1 ไปเป็น 2N ไว้ในอนาคต
5. แบตเตอรี่
- ระบุ design life ขั้นต่ำที่ต้องการ และกำกับอุณหภูมิอ้างอิงไว้ทุกครั้ง
- ระบุระยะเวลารับประกันพร้อมเงื่อนไขอุณหภูมิใช้งาน เพราะ design life และการรับประกันของหลายรุ่นผูกกับอุณหภูมิโดยตรง ไม่ใช่ตัวเลขตายตัว
- ตรวจพื้นที่และน้ำหนักที่รับได้ก่อน แล้วจึงเลือกชนิดแบตเตอรี่ ระหว่าง VRLA Pure Lead กับ Li-ion
- ระบุข้อกำหนดด้านความปลอดภัยอัคคีภัย เช่น ตัวถังพลาสติกหน่วงไฟเกรด UL94 V-0
- ขอดาต้าชีตจากผู้ผลิตแบตเตอรี่ประกอบการยื่นซองทุกครั้ง
- วางแผนว่าจะต้องเปลี่ยนแบตเตอรี่กี่รอบตลอดอายุการใช้งานของระบบ โดยแบตเตอรี่คุณภาพดีของ UPS 3 เฟสมีอายุใช้งานจริงเฉลี่ย 6–8 ปี

ตัวอย่างแบตเตอรี่ VRLA Pure Lead จาก C&D ที่ใช้ในระบบ UPS 3 เฟส เป็นเทคโนโลยีที่ออกแบบมาให้มีอายุการใช้งานยาวนานเป็นพิเศษ
6. ต้นทุนตลอดอายุใช้งาน (TCO)
- นับต้นทุนให้ครบทั้ง 5 ส่วน ได้แก่ ราคาซื้อและติดตั้ง ค่าไฟที่ขึ้นกับประสิทธิภาพ ค่าแบตเตอรี่ตลอดอายุระบบ ค่าบำรุงรักษา และความเสี่ยงจากดาวน์ไทม์
- ขอตัวเลขประสิทธิภาพที่ระดับโหลดใช้งานจริง ไม่ใช่ที่โหลดเต็มพิกัด เพราะ UPS ส่วนใหญ่ทำงานต่ำกว่าพิกัดสูงสุด ตัวเลขที่ full load จึงไม่ใช่ประสิทธิภาพที่คุณจะได้จริง
- นับจำนวนรอบเปลี่ยนแบตเตอรี่ตลอด 10 ปี อย่าคิดแค่ราคาแบตเตอรี่ชุดแรกที่มากับเครื่อง
- ถามให้ชัดว่าสัญญาบำรุงรักษาครอบคลุมอะไรบ้าง และไม่ครอบคลุมอะไร
- เผื่องบสำหรับส่วนที่อยู่นอกเหนือตัวเครื่อง เช่น งานไฟฟ้าขาเข้า-ขาออก ตู้แบตเตอรี่และสายเชื่อมต่อ และค่าแรงติดตั้ง
- วางแผนช่วงหยุดจ่ายไฟ (Shutdown) ไว้ล่วงหน้า สำหรับขั้นตอนติดตั้งที่ต้องดับระบบเดิม
7. ระบบมอนิเตอร์
- แยกความต้องการเป็น 3 ระดับ คือ มอนิเตอร์ตัวเครื่องจากระยะไกล รวมหลายสาขาไว้ในหน้าจอเดียว และต่อเข้าระบบ BMS/SCADA ของอาคาร
- ถ้าอาคารมี BMS หรือ SCADA อยู่แล้ว ให้ระบุโปรโตคอลที่จะใช้ต่อเข้าระบบเดิมให้ชัด เช่น Modbus RTU/TCP
- กำหนดให้การ์ดมอนิเตอร์ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยไซเบอร์ IEC 62443-4-2 อย่างน้อยระดับ SL2 พร้อมใบรับรองจากบุคคลที่สามที่เป็นอิสระ ตัวอย่างเช่น Network Management Card ของ Schneider Electric ที่ได้รับการรับรองระดับนี้จาก TÜV Rheinland
- ถ้าแบตเตอรี่เป็นหัวใจของระบบ ให้พิจารณาระบบมอนิเตอร์แบตเตอรี่ระดับ block ที่วัดได้ทั้งแรงดัน อุณหภูมิ และ impedance
- ผูกการเฝ้าระวังการแจ้งเตือนเข้ากับ SLA ให้ชัดว่าใครรับผิดชอบ และต้องตอบสนองภายในเวลาเท่าไร เพราะระบบมอนิเตอร์ที่ไม่มีใครเฝ้าดู ก็เป็นแค่หน้าจอที่ไม่มีใครเปิด
8. สเปคและเอกสารที่ต้องขอ
- ระบุ topology ให้ชัดว่าเป็น double conversion online (VFI) ไม่ใช่เขียนแค่ว่า “UPS 3 เฟส”
- ตัดสินใจตั้งแต่ต้นว่าต้องการเครื่องแบบตู้เดียวจบ (monolithic) หรือแบบโมดูลาร์ ถ้าต้องการบำรุงรักษาโดยไม่ต้องดับโหลด ให้ระบุไว้ตั้งแต่ข้อนี้ว่าต้องเปลี่ยนโมดูลได้ขณะระบบยังจ่ายไฟอยู่
- ระบุประสิทธิภาพขั้นต่ำที่ระดับโหลดใช้งานจริง และถ้าต้องการโหมดประสิทธิภาพสูง ให้ระบุว่าต้องยังคงการป้องกันระดับ Class 1 ตาม IEC 62040-3
- ระบุระยะเวลารับประกันตัวเครื่องและแบตเตอรี่แยกกัน พร้อมเงื่อนไข PM และเวลาตอบสนองบริการฉุกเฉิน
- ระบุมาตรฐานอ้างอิงให้สอดคล้องกับสิ่งที่กำหนดไว้ในข้อก่อนหน้า และควรยืนยันรายชื่อมาตรฐานกับทีมวิศวกรก่อนออกสเปค
- กำหนดให้ผู้เสนอราคาแนบเอกสารรับรองหรือผลทดสอบจากผู้ผลิตประกอบการยื่นซอง ทุกคุณสมบัติที่เขียนในสเปคต้องมีเอกสารพิสูจน์ได้ ไม่ใช่แค่คำรับรองด้วยวาจา
- เตรียมผัง Single Line Diagram และรายการเอกสารส่งมอบ เช่น คู่มือ ผลทดสอบ และใบรับประกัน
ขั้นตอนถัดไป
กรอกเช็กลิสต์นี้ให้ได้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ แล้วส่งให้ทีมวิศวกรของเราเพื่อนัดประเมินหน้างานฟรี ทีมงานจะตรวจส่วนที่เหลือให้ที่หน้างานจริง และช่วยแปลงผลประเมินเป็นสเปคที่ใช้ยื่นจัดซื้อได้

ทีมของเราได้รับการรับรอง EcoXpert — Power Continuity — Master จาก Schneider Electric
ติดต่อทีมวิศวกรได้ที่โทร 02-006-8977, LINE @sdistribution หรืออีเมล info@sd-thai.com

